วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เช็คคืออ่ะไร


 เช็คคือ ตราสารซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าผู้สั่งจ่ายสั่งให้ธนาคารให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อทวงถามให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งหรือให้. ใช้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งอันเรียกว่า ผู้รับเงิน โดยเช็คเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบริหารเงินสด.  หรือ ตามประมาลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 21 หมวด 4 เช็ค มาตร 987 ได้ให้คำจำกัดความของเช็คไว้ว่า
         “ อันว่าเช็คนั้น คือหนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้สั่งจ่าย สั่งธนาคารให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อทวงถามให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง หรือให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่ง อันเรียกว่าผู้รับเงิน “

คู่สัญญาเช็ค

สามารถจำแนกคู่สัญญาเช็คออกได้ดังนี้

1. ผู้สั่งจ่ายเช็ค (Drawer) คือ เจ้าของบัญชีกระแสรายวันที่เปิดบัญชีไว้กับธนาคาร ผู้เขียนสั่งจ่ายหรือออกเช็ค
2. ธนาคาร(Banker) คือ ธนาคารผู้รับฝากเงินประเภทกระแสรายวันที่ผู้สั่งจ่ายเช็คเปิดบัญชีไว้
3. ผู้รับเงิน(Payee) คือ ผู้มีสิทธิที่จะขึ้นเงินตามเช็คนั้นในฐานะผู้ทรง(Holder) ทั้งนี้ผู้ทรงอาจมีฐานะเป็นผู้มีชื่อเป็นผู้รับเงินตามที่ปรากฎในเช็คนั้น หรืออาจเป็นผู้รับเงินในฐานะ ผู้รับสลักหลัง หรือในฐานะผู้ถือได้

องค์ประกอบของเช็ค

เช็คประกอบด้วย

1.คำบอกชื่อว่าเป็นเช็ค
2.คำสั่งปราศจากเงื่อนไขให้ใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอน
3. ชื่อหรือยี่ห้อและสำนักของธนาคาร
4.ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้รับเงิน หรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ
5.สถานที่ใช้เงิน
6.วันและสถานที่ออกเช็ค
7.ลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย (ลายเซ็นต์)

ซึ่งความสมบูรณ์ของเช็คตามที่กฎหมายระบุไว้ก็คือจะต้องมีการเขียนหรือพิมพ์กรอกในรายละเอียดตั้งแต่ข้อที่ 1 - 5 ครบถูกต้องสมบูรณ์ทุกข้อห้ามผิดพลาดโดยเด็ดขาดมิเช่นนั้นเช็คใบดังกล่าวจะเสียและถือว่าเป็นโมฆะทางกฎหมายโดยทันที ส่วนข้อที่ 6 นั้นสามารถเว้นว่างเอาไว้ได้โดยกฎหมายจะให้ถือว่าเป็นเช็คออก ณ ที่อยู่ (ภูมิลำเนา) ของผู้สั่งจ่าย สำหรับข้อที่ 7 วัน เดือน และปีนั้นถ้าเว้นว่างเอาไว้ไม่ได้กรอกรายละเอียดก็ไม่เป็นอะไรและยังถือว่าเช็คฉบับดังกล่าวยังมีผลทางกฎหมายอยู่ เพียงแต่จะยังไม่ได้รับเงินเท่านั้นเนื่องจากไม่ได้ระบุวันที่สำหรับการขึ้นเงินเอาไว้นั่นเอง

ประเภทของเช็ค

ปัจจุบันมีเช็ค5ประเภท
ได้เเก่

1.เช็คเงินสด หรือเช็คจ่ายผู้ถือ (Cash or bearer’s cheque) คือเช็คที่มีคำว่า เงินสด แทนชื่อผู้รับเงิน หรือเช็คที่ระบุชื่อผู้รับเงินแต่ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” ผู้ที่มีเช็คประเภทนี้สามารถนำเช็คไปเบิกเงินสดจากธนาคารได้ทันที ดังนั้นหากเจ้าของเช็คทำเช็คเงินสดสูญหาย ผู้ใดก็ตามที่เก็บเช็คเงินสดนั้นได้สามารถนำเช็คไปเบิกเงินสดกับธนาคารได้ เนื่องจากเช็คไม่ได้มีการขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ”

2. เช็คที่ระบุชื่อผู้รับเงิน หรือเช็คจ่ายตามสั่ง (Order’s cheque) คือเช็คที่ระบุชื่อผู้รับเงินและขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” เช้คประเภทนี้ผู้ที่มีชื่อเป็นผู้รับเงินจะต้องนำเช็คนั้นไปเบิกธนาคารด้วยตัวเองและหากผู้รับเงินต้องการโอนเช็คให้ผู้อื่น ผู้รับเงินต้องทำการสลักหลังเช็คนั้นก่อน

3. แคชเชียร์เช็ค (Cashier’s cheque) คือเช็คที่บุคคลต้องนำเงินสดมาซื้อเช็คกับธนาคารแล้วธนาคารจะออกแคชเชียร์เช็คให้โดยคิดค่าธรรมเนียมด้วย และธนาคารจะเป็นผู้จ่ายเงินให้กับผู้รับเงินตามที่ระบุไว้ในเช็คนั้น แคชเชียร์เช็คต่างจากเช็คเงินสดที่เช็คเงินสดสั่งจ่ายจากบัญชีกระแสรายวันของผู้สั่งจ่ายซึ่งผู้รับเงินอาจจะไม่แน่ใจว่าในบัญชีของผู้สั่งจ่ายมีเงินพอจ่ายหรือไม่ แต่แคชเชียร์เช็คบุคคลจะนำเงินสดไปซื้อแคชเชียร์เช็คกับธนาคารก่อนและธนาคารเป็นผู้จ่ายเงินให้กับผู้รับเงิน ดังนั้นผู้รับแคชเชียร์เช็คจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับเงินแน่นอน

4. เช็คที่ธนาคารรับรอง คือเช็คที่บุคคลเขียนสั่งจ่ายแล้วให้ธนาคารรับรองการจ่ายเงินตามเช็คนั้น โดยธนาคารจะเขียนคำว่า “ใช้ได้” หรือ “รับรองจ่าย” หรือ “Good” ลงในเช็คพร้อมทั้งลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจของธนาคาร และธนาคารจะหักเงินออกจากบัญชีของผู้สั่งจ่ายทันที ซึ่งทำให้ผู้รับมั่นใจได้ว่า จะได้รับเงินแน่นอน ทั้งนี้ธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมในการรับรองเช็คด้วย

5. เช็คเดินทาง เป็นเช็คที่ผู้เดินทางนำหลักฐานการเดินทางมาขอซื้อเช็คเดินทางกับธนาคาร เช็คเดินทางจะช่วยให้ผู้เดินทางไม่ต้องพกเงินสดเป็นจำนวนมาก เมื่อผู้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆสามารถใช้เช็คเดินทางขึ้นเงินสดจากธนาคารต่างๆ รวมทั้งสามารถใช้เช้คเดินทางชำระค่าสินค้าได้มนร้านค้าที่ยอมรับเช็คเดินทางนั้น

การใช้งานเช็ค(การขีดคร่อมเช็ค)


เช็คในแต่ละแบบยังมีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป โดยจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผู้สั่งจ่าย (ผู้เขียนเช็ค) ต้องการให้มีการดำเนินการเกี่ยวกับเช็คใบดังกล่าวเป็นการเฉพาะ ซึ่งจะมีกรอบของข้อกฎหมายรองรับให้กระทำได้อย่างถูกต้อง โดยลักษณะและคำศัพท์ของเช็คที่สำคัญๆ ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรียนรู้มีดังนี้

เป็นเช็คที่มีการขีดเส้นคู่ขนานไว้ที่มุมบนทางด้านซ้ายของเช็ค ด้วยลักษณะที่มีการลากเส้นยาวขีดข้ามจากด้านหนึ่งไปสิ้นสุดที่อีกด้านหนึ่งของหัวมุมจึงทำให้ผู้คนทั่วไปเรียกติดปากกันว่า “เช็คขีดคร่อม” นั่นเอง โดยเช็คลักษณะนี้นั้นอาจจะเป็นเช็คที่ระบุชื่อหรือจะเป็นเช็คผู้ถือก็ได้ ซึ่งเช็คขีดคร่อมมีด้วยกัน 2 แบบ คือ

เช็คขีดคร่อมทั่วไป เป็นเช็คที่มีเส้นคู่ขนานปรากฎที่หัวมุมด้านซ้ายแต่เพียงอย่างเดียว โดยเช็คประเภทนี้ผู้รับเงินไม่สามารถนำเช็คไปเบิกเป็นเงินสดออกมาได้โดยทันทีเนื่องจากมีการขีดคร่อมเอาไว้ ซึ่งจำนวนเงินตามยอดที่อยู่ในเช็คนั้นจะโอนเข้าบัญชีของธนาคารที่ผู้รับนำเอาเช็คไปขึ้นแทน พูดง่ายๆ ก็คือผู้รับเอาเช็คไปยื่นให้ธนาคารและธนาคารก็จะไปเรียกเก็บจากผู้สั่งจ่ายอีกทีหนึ่งในลักษณะเหมือนเป็นคนกลาง

เช็คขีดคร่อมเฉพาะ หมายถึงเช็คที่มีการขีดคร่อมไว้ที่มุมบนด้านซ้ายมือเหมือนๆ กันกับเช็คขีดคร่อมธรรมดาทุกประการ แต่จะแตกต่างกันตรงที่เช็คขีดคร่อมเฉพาะมีการเขียนตัวหนังสือระบุความต้องการเป็นการเฉพาะลงไปในช่องว่างระหว่างเส้นคู่ขนานด้วยนั่นเอง โดยเช็คชนิดนี้จะมีการจ่ายเงินให้กับธนาคารที่ถูกระบุไว้ภายในเส้นคู่ขนานเท่านั้น ผู้รับเงินจึงจำเป็นที่จะต้องนำเอาเช็คไปขึ้นกับทางธนาคารที่กำหนดด้วย

เป็นรูปแบบของการโอนเช็คจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่งกล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการโอนกรรมสิทธิ์ของเช็คไปให้ผู้อื่นนั่นเอง โดยเช็คสลักหลังมีด้วยกัน 2 ชนิด คือ

1.เช็คสลักหลังระบุชื่อ เป็นเช็คที่ผู้รับเงินตามที่เขียนระบุไว้ด้านหน้าของเช็คเซ็นชื่อตนเองที่ด้านหลังพร้อมทั้งเขียนระบุลงไปเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนด้วยว่าต้องการโอนเช็คดังกล่าวไปให้กับใคร

2.เช็คสลักหลังลอย คือเช็คที่ผู้รับเงินเซ็นชื่อที่เอาไว้ที่ด้านหลังเช็คแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ระบุข้อความอื่นใดที่นอกเหนือจากนี้ จึงทำให้เช็คฉบับนี้กลายเป็นเช็คผู้ถือ (ในกรณีที่ด้านหน้าเช็คไม่ได้มีการขีดคร่อม) ไปโดยทันที ใครจะนำเอาเช็คฉบับนี้ไปขึ้นเงินก็ได้

เป็นเช็คที่ผู้ประกอบการในแวดวงธุรกิจนิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการค้ำประกันสำหรับธุรกิจประเภทที่ต้องใช้ระบบการหมุนเวียนเงินได้เป็นอย่างดี ในลักษณะที่ว่ารับสินค้ามาขายก่อนแล้วเงินค่อยตามไปทีหลัง โดยผู้จ่ายจะลงวันที่เอาไว้ล่วงหน้าซึ่งจะนานเท่าไหร่ก็ได้แล้วแต่ผู้จ่ายจะเป็นผู้กำหนด ซึ่งเช็คจะมีผลบังคับใช้และเรียกเก็บเงินจากในบัญชีจริงก็ต่อเมื่อถึงวันที่กำหนดเอาไว้ภายในเช็คเท่านั้น

ผู้ประกอบการทุกคนจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในองค์ความรู้ส่วนนี้ให้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากค่อนข้างจะมีการสับสนกันมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ๆ จึงขอทำความเข้าใจให้ตรงกันว่าเช็คเคลียริ่งนั้นเป็นกระบวนการที่ธนาคารต่างๆ เรียกเก็บเช็คระหว่างกัน ซึ่งในอดีตจะต้องใช้เวลาที่นานมากประมาณ 2 - 3 วัน แต่ ณ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาขึ้นมามาก โดยการเคลียริ่งแต่ละครั้งนั้นจะกินเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง ซึ่งเวลาอาจจะน้อยกว่านี้ก็เป็นได้ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับธนาคารที่ผู้ประกอบการเลือกใช้บริการด้วย

เป็นลักษณะของเช็คที่ผู้ประกอบการไม่พึงประสงค์มากที่สุดเนื่องจากสภาพของเช็คคืนจะเกิดขึ้นได้นั้นก็ด้วยสาเหตุหลักเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือ เงินในบัญชีของผู้จ่ายมีไม่เพียงพอกับจำนวนตัวเลขที่ปรากฎอยู่บนเช็คนั่นเอง หรือที่เรียกกันภาษาพูดว่า “เช็คเด้ง” ซึ่งผู้ประกอบการที่โดนเช็คประเภทนี้สามารถไปแจ้งความกับตำรวจเพื่อดำเนินคดีได้ เนื่องจากกรณีของเช็คคืนส่วนใหญ่นั้นมักจะมีความจงใจในการกระทำผิด

เช็คเด้ง

เช็คเด้ง
มีหลายสาเหตุ
 เช่น เด้งเพราะเงินในบัญชีไม่พอจ่าย    บัญชีปิดแล้ว  หรือเหตุอื่นๆ    ข้อปฏิบัติภายหลังเช็คเด้งนั้นนับว่าเป็นสิ่งสำคัญ     โดยผู้ถือเช็คสามารถดำเนินการได้ 3 แนวทาง   คือ
แนวทางแรกสามารถดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติเช็ค ฯ  พ.ศ.2534   ซึ่งกำหนดโทษจำคุกผู้สั่งจ่ายเช็คเด้ง  ไม่เกิน 1 ปี  หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ โดยผู้ถือเช็คต้องแจ้งความหรือฟ้องภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่เช็คเด้ง มิฉะนั้น คดีจะขาดอายุความ

แนวทางที่สอง ผู้ถือเช็คเด้งสามารถฟ้องเป็นคดีแพ่งในข้อหาเกี่ยวกับตั๋วเงิน  หรือฟ้องตามมูลหนี้ที่ทำการสั่งจ่ายเช็ค ซึ่งมูลหนี้แต่ละมูลหนี้ก็จะมีอายุความแตกกต่างกันไป

แนวทางที่สาม  หากผู้ถือเช็คเห็นว่าเพื่อเป็นการรักษาสัมพันธภาพทางการค้าหรือสัมพันธภาพระหว่างผู้สั่งจ่ายกับผู้ถือเช็คไว้    และทราบถึงสถานะทางการเงินของผู้สั่งจ่ายว่ายังมีกำลังในการจ่ายเงินได้     ผู้ถือเช็คก็อาจให้โอกาสผู้สั่งจ่ายเช็คอีกครั้ง  โดยวิธีให้ผู้สั่งจ่ายทำการสั่งจ่ายเช็คใบใหม่ให้แล้วคืนเช็คใบเก่าไป  

วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การตรวจดูเช็ค



ผู้ที่จะรับชำระหนี้ด้วยเช็คควรตรวจดูสภาพของเช็คในเรื่องต่างๆ เช่น เช็คนั้นเป็นเช็คของผู้ที่จะชำระหนี้ให้หรือไม่ หากบุคคลนั้นจะออกเช็คให้ไม่ควรให้ยืมเช็คของ บุคคลอื่นมาสั่งจ่ายรายการต่างๆ ในเช็ค มีครบถ้วนหรือไม่ โดยเฉพาะรายการที่สำคัญกล่าวคือ จำนวนเงินที่เป็นตัวเลขและตัวอักษรต้องตรงกัน ต้องมีรายการชื่อหรือยี่ห้อผู้รับเงิน หรือมีคำว ่าผู้ถืออยู่ด้วย ถ้าเขียนคำว่าจ่ายสดโดยขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือออกย่อมใช้ไม่ได้ เพราะขาดรายการผู้รับเงิน ต้องมีการลงวันที่ออกเช็คไว้ เพราะถ้าไม่มีการลงวันที่ออกเช็คไว้จะทำ ให้ผู้สั่งจ่ายไม่มีความผิดทางอาญา แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินต้องให้ผู้สั่งจ่ายเซ็นชื่อต่อหน้าตนเอง เพื่อที่แน่ใจได้ว่าไม่มีลายมือชื่อปลอม (ในกรณีที่รับเช็คจากผู้สั่งจ่ายที่ออก เช็คชำระหนี้ให้ตนโดยตรง) และถ้ารับเช็คจากห้างหรือบริษัทหรือนิติบุคคลอื่นๆ ควรตรวจดูว่ามีผู้แทนของห้าง บริษัท หรือนิติบุคคลเซ็นชื่อและมีการใช้ตราประทับโดยถูกต้องหรือไม่

นอกจากนั้นถ้าเป็นผู้รับโอนเช็ค คือไม่ได้รับเช็คจากผู้สั่งจ่าย โดยตรง แต่รับเช็คจากผู้ที่รับเช็คจากผู้สั่งจ่ายหรือคนอื่นๆ ต่อๆ กัน มา แล้วนอกจากจะตรวจดูสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ควรตรวจดูว่าผู้สั่งจ่ายได้ ระบุห้ามเปลี่ยนมือไว้ในเช็คหรือไม่ และตรวจดูว่าเช็คนั้นมีร่องรอยการแก้ไขหรือไม่ ถ้ามีก็ไม่ควรรับ

การตรวจสอบความเป็นมาของเช็ค



ในกรณีที่การรับโอนเช็คกันมาหลายทอด ผู้ที่จะรับชำระหนี้ด้วยเช็คต้องดูว่า มีการสลักหลังติดต่อกันมาถึงตนโดยไม่ขาดสายหรือไม่ (สำหรับเช็คระบุชื่อ) และมีมูลหนี้กันมาอย ่างไร และถ้าเป็นเช็คชนิดผู้ถือ ก็ตรวจสอบตัวผู้สั่งจ่ายกับผู้ที่โอนเช็คให้ตน และควรให้สลักหลังโอนเพื่อ ให้บุคคลนั้นรับผิดต่อตนหากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน (ซึ่งจะรับผิดอย่าง ผู้รับอาวัล ผู้สั่งจ่ายดังที่ได้เคยกล่าวมาแล้วเพราะถ้าโอนโดยส่งมอบ ผู้ โอนให้ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากไม่ได้มีลายมือชื่อในเช็คนั้น) ตรวจดูวันที่ลง ในเช็คว่ายังไม่ขาดอายุความ หรือเคยมี การเรียกเก็บเงินมาแล้วหรือไม่ เพราะหากเคยเรียกเก็บเงินและถูกปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว แต่ยังรับโอนมา ตนก็จะไม่สามารถดำเนินการให้ผู้สั่งจ่ายรับผิดทางอาญาได้ เนื่องจากไม่ใช่ผู ้ทรงในขณะที่มีการกระทำผิด และผู้สั่งจ่ายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ล้ม ละลายแล้วหรือไม่ เพราะถ้ามีเหตุการณ์ต่างๆ ดังกล่าว ธนาคารจะไม่จ่าย เงิน และถ้ามีเรื่องล้มละลายก็ต้องไปขอรับ ชำระหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น โดยต้องไปแบ่งส่วนกับเจ้าหนี้อื่นๆ ด้วย

สรุป

สรุปเเล้วการจ่ายเช็คในแวดวงธุรกิจที่เราพบเห็นกันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนั้น หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่มูลค่าของตัวเลขที่ผู้ประกอบการกรอกลงไปในช่องว่างหรือตัวอักษรที่บรรจงเขียนในช่องของผู้รับแต่อย่างใดเลย แต่กลับเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือในตัวผู้สั่งจ่ายมากกว่าซึ่งต้องถือว่ามีค่ามากกว่าเงินตราหลายเท่าตัวนัก เพราะสุดท้ายแล้วเช็คที่มีอยู่ในมือของผู้ประกอบการอาจจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยก็เป็นได้ ตราบใดที่ผู้สั่งจ่ายไร้ซึ่งความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้รับเช็คในท้ายที่สุด






อ้างอิง
http://www.telegraph.co.uk/finance/personalfinance/consumertips/banking/8719308/Your-checklist-for-using-cheques.html
http://www.junghoo.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=28539&Ntype=3
http://www.slideshare.net/yodebpsu/ss-16170513
http://blog.eduzones.com/dena/4138